Skip to content

Phuketdata

default color
Home arrow Search
อาหารในเทศกาลกินผักเจียะฉ่าย PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย ปาณิศรา ชูผล มทศ.   
ศุกร์, 16 ตุลาคม 2009
(อาหารเจี๊ยะฉ่าย )

อาหารเจเพื่อสุขภาพ vote  

พอถึงเทศกาลกินเจ หลายๆคนจะพูดถึงการกินเจเพื่อให้ได้บุญ และจะพูดถึงเทพเจ้า และประวัติความเป็นมาของการกินเจของชาวจีน  แต่เราจะพูดถึงการกินเจตามแบบฉบับของ Zen Macrobiotics เพื่อป้องกันและรักษาโรค ที่ชาวญี่ปุ่นถือปฏิบัติกันมานานแล้ว

ก่อนอื่นจะบอกว่าความแตกต่างระหว่างอาหารเจแบบ macrobiotic นั้นต่างจากอาหารเจในเทศกาลกินเจของคนไทยเชื้อสายจิน โดยมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ

"อาหารเจของญี่ปุ่นไม่มีเห็ด มะเขือ หรือเต้าหู้...!!!"

แปลกดีไหมล่ะว่าเพราะอะไร?

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 09:56:00
  



      ความคิดเห็นที่ 1  

      ความเป็นมาก็คือ Dr. Sagen Ishizuka ชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน (western medicine) เวลาคนไข้มาหา เขาไม่เคยให้ยา แต่กลับแนะนำว่าให้กินอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ และปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ ตามหลักปรัชญาโบราณ และคนไข้ก็หายจากอาการป่วยได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนกระทั่งผู้คนในญึ่ปุ่นขนานนามเขาว่า the no-medicine doctor

      ต่อมา George Ohsawa ซึ่งป่วยเป็นวัณโรคอย่างรุนแรงแต่ยากจนไม่มีเงินไปรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน  เผอิญเขาโชคดีได้พบศิษย์ 2 คนของ Dr. Sagen Ishizuka คือ Manabu Nishibata and Shojiro Goto เมื่อ George Ohsawa เรียนหลักปรัชญานี้ แล้วก็เลยรักษาวัณโรคของตัวเองให้หายได้ โดยไม่ต้องใช้ยา แค่อาศัยความเข้าใจเรื่องพลังหยินกับหยาง จากหลักปรัชญาโบราณ...จากนั้น George Ohsawa จึงนำปรัชญานี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก จนเป็นที่รู้จักกันในนามของ Zen Macrobiotics

      จากคุณ: fortuneteller
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 10:22:45
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 2  
      เพื่อไม่ให้กระทู้ยาวเหยีดเกินไป เราแค่จะแนะนำแนวคิดของการทำอาหารเจแบบ Zen Macrobiotics แต่จะไม่เจาะลึกลงไปถึงหลักปรัชญาโบราณมากนัก

      ส่วนใหญ่แล้วคนที่เริ่มฝึก Zen Macrobiotics มีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาอาการป่วยของตนเอง

      "ไม่ได้ฝึกเพื่ออยากอิ่มบุญ"

      ดังนั้น คนที่เริ่มฝึกใหม่ๆจะไม่มีใครกินเห็ด มะเขือ หรือเต้าหู้ (หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองในรูปแบบใดๆ) กันเลย ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่นักบวชจีนที่กินเข้าไปเพื่อลด sexual energy (พลังที่ใช้ทำกิจกรรมทางเพศ) จะได้ถือศีลข้อที่ว่า "ไม่มีจิตติดในกาม" ได้สำเร็จนั่นเอง

      แต่ในวิชา Zen Macrobiitics นั้น การกินอาหารเจแบบอาหารธรรมชาติ แท้จริงแล้วร่างกายรักษาโรคได้ด้วยพลังของมันเอง เพราะมันนำเอา sexual energy ไปใช้รักษาอวัยวะภายใน ดังนั้น macrobiotic diet (การกินอาหารแบบแม็กโครไบออติก) จึงต้องระวังทำนุบำรุงรักษา sexual energy เอาไว้ โดยการหลีกเลี่ยงการกิน เห็ด มะเขือ หรือเต้าหู้ (หรือถั่วเหลืองในรูปแบบใดๆ) เพราะว่ามันมีพลังหยินมากเกิน

      แต่หลักการที่ว่า

      Extremism of anything will turn into its opposite. (สุดกู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กลายเป็นตรงกันข้ามไป) เช่นหยินสุดขีดกลายเป็นหยาง หรือหยางสุดขีดกลายเป็นหยิน

      อย่างเช่นถ้าเอา เห็ด มะเขือ หรือหรือถั่วเหลือง ซึ่งมีพลังหยินมากๆ ไปหมักกับ miso (เต้าเจี้ยวบดญึ่ปุ่น) ไว้นาน 18 เดือน ความเค็ม (เกลือใน miso) กับเวลา (ที่หมัก) จะสร้างปรากฎการณ์ที่เรียกว่า biological transmutation (การเปลี่ยนแปลงทางชีวะแบบผ่าเหล่าผ่ากอ)  ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โดยการเปลี่ยนหยินสุดขีด (ที่เป็นพิษ) ให้กลายเป็นหยางได้ นั่นก็คือ เห็ด มะเขือ หรือถั่วเหลืองที่เป็นสารพิษ เมื่อหมักใน miso นาน 18 เดือน จะกลายเป็นยาอายุวัฒนะไปได้ อย่างน่ามหัศจรรย์

      แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 12:48:28

      แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 11:06:35

      แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 11:03:15

      จากคุณ: fortuneteller
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 10:47:09
        

ความคิดเห็นที่ 3  
เรามาดู standard macrobiotic meal (อาหารแม็กโครไบออติกแบบธรรมดาๆที่ทำได้ง่าย) กัน

มันจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ grain (ธัญพืช) vegetables (ผัก) และ legumes (พืชตระกูลถั่ว)

ความร้อนที่ใช้ทำอาหาร ตามลำดับ จากเลวที่สุด ถึงดีที่สุด

1.ไมโครเวฟ
2. ไฟฟ้า
3. แก๊ส
4. ถ่าน
5. ไม้แห้ง

เราจะเลือกแก๊สเพราะว่ามันสะดวกที่สุด และหาได้ง่ายที่สุด

"คนที่ฝึกแม็กโครไบออติก" ต่อไปนี้จะเรียกว่า "macrobiotic people" เชื่อกันว่า การใช้ไมโครเวฟหรือไฟฟ้าเพื่อให้ความร้อนแก่อาหารจะทำให้อนูของอาหารแปรปรวน ซึ่งเป็น biological transmutation (การเปลี่ยนแปลงทางชีวะแบบผ่าเหล่าผ่ากอ) ในทางที่เสื่อมลง ...จริงๆแล้วมันจะมี biological transmutation ไปในทางที่ดี ซึ่งเราจะกล่าวถึงในภายหลัง...

ภาชนะที่ใช้ในการปรุงอาหาร จะไม่ใช้หม้อหรือกระทะอลูมิเนียม เพราะเชื่อกันว่าอลูมิเนียมจะปล่อยสารพิษลงในอาหาร

ดังนั้น ประเพณีที่ macrobiotic people จะถึอปฏิบัติกัน ก็คือ ในการทำอาหาร จะใช้ภาชนะที่เป็น stainless steel, cast iron (เหล็กหล่อ) หรือ carbon steel (เหล็กแบบกระทะเหล็กของคนจีนนั่นแหละ)

วิธีทำ standard macrobiotic meal ที่ง่ายที่สุดก็คือใช้ซึ้งนึ่งเอา (ห้ามใช้ซิ้งอลูมิเนียมอย่างเด็ดขาด) ซึ้งนึ่งอาหารที่ดีที่สุดที่เราเห็นในท้องตลาดตอนนี้ เป็นยี่ห้อ Zebra (ม้าลาย) ทำด้วย stainless steel เป็นชั้นๆ รู้สึกว่า จะ 2 ชั้น มีฝาเป็น dome โค้งๆ ชุดละประมาณ เกือบๆ 2000 บาท ...เคยเห็นแพงกว่านั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบมีหลายชั้นกว่านั้นหรือว่ามันเหมือนกัน แต่ลงราคากันแน่?

เอาข้าวกล้องเม็ดสั้น (ข้าวญี่ปุ่น ตอนนี้มีขายในเมืองไทย) แช่น้ำค้างคืนไว้ เอาถั่วแช่น้ำค้างคืนไว้ แล้วล้างผัก (เอา 2-3 ชนิดก็ได้) ไปล้าง หั่น แล้วก็เอาทุกอย่าง ใส่ถ้วย (แยกกัน) จะเป็นถ้วยกระเบื้องแบบจีน หรือถ้วย stainless steel ก็ได้ ใส่น้ำลงไป แล้วตั้งเตาแก๊สอบ

พอสุกก็กินได้เลย

ฟังๆดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องง่ายนะ แต่พอลองเจาะลึกหน่อยๆนะ มันก็มีเทคนิคปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ เพื่อที่ว่า จะทำให้อาหารมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคและบำรุงสุขภาพให้มากที่สุด ซึ่งจะกล่าวถึงใน คคห ต่อๆไป

เว้นเสียแต่ว่า จะไม่มีคนสนใจอ่านกระทู้เรา  เพราะใครๆก็แค่อยากกินเจเพื่อให้ได้บุญกันหมด จนเราหทมดแรงเขียนไปเสียก่อนนะ...555+++...

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 12:54:20

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 11:30:05

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 11:26:37
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 4  

ตามมาอ่านนะคะ

จากคุณ: ตะกอนเคมี
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 13:13:58
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 5  
การที่เราจะทำให้อาหารเจกลายเป็น

"ยารักษาโรคโดยธรรมชาติ" ได้นั้น

เราจะต้อง

"ตัดสารพิษ (ส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมีจากกระบวนการผลิต) ออกไปจากอาหารทั้งหมดที่เราปรุงและรับประทานเข้าไป

ดังนั้น กฎเหล็กของการทำอาหารแม็กโครไบออติก ก็คือ

1. ใช้แต่พืชที่ organic ล้วนๆ นั่นก็คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และสารเคมีทั้งปวงในกระบวนการผลิต

2. เครื่องปรุง จะห้ามใช้ สารกันบูด  น้ำตาล ผงชูรส ...ในตอนหลังๆเราจะค่อยๆอธิบายว่า macrobiotic people ทำอาหาร (หรือแม้กระทั่งทำของหวาน) ให้หวานได้ โดยไม่ใช้น้ำตาล และทำอาหารให้อร่อยโดยไม่ใช้ผงชูรสเลยได้อย่างไร

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 13:45:30

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 13:43:30
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 6  

ตามมาอ่านครับ

จากคุณ: อารมณ์ศิลปิน อินกับศิลปะ
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 14:13:50
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 7  
อาหารเจจะมีพลังซึ่งใช้รักษาโรคและบำรุงสุขภาพได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามหลักการบางอย่าง เช่น

การหั่นผัก เราจะต้องหั่นเพื่อให้กระจายพลังหยินกับหยางออกไป โดยมีหลักการที่ว่า ส่วนที่อยู่ใกล้ดินและใต้ดินของพีช จะมีพลังหยางมากกว่า ในขณะที่ส่วนที่อยู่ไกลจากดินออกไป จะมีพลังหยินมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่นมันฝรั่ง ส่วนหัว คือรากของมัน อยู่ใต้ดิน จึงไม่หยินมาก เลยกินได้ แต่ส่วนที่เป็นดอกอยู่ยอดๆของมัน เป็นสารพิษ เพราะมีพลังหยินมากเกินไป แท้จริงแล้วส่วนหัวของมัน แม้จะอยู่ใต้ดิน ก็ยังมีพลังหยินมากพอสมควร  พวกอินเดียนแดงรู้วิธีเอาสมุนไพรบางชนิดใส่ลงในมันฝรั่งเพื่อลดพลังหยินของมัน ทำให้กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ได้

การหั่นหัวแครอทให้กระจายพลังหยินและหยาง เราจะหั่นเป็นแว่นๆเฉียงๆก่อน แล้ววางแว่นแต่ละอัน แล้วหั่นเล็กๆอีกทีหนึ่ง

การหั่นผักใบใหญ่ๆ เช่นคะน้า เราจะกางใบมันออกไป หั่นกลาง แล้วเอาแต่ละฝั่งมาหั่นเฉียงๆออกไป

หลักการที่สำคัญก็คือ เวลาหั่นอาหารดิบ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เราจะต้องมีถ้วยมากพอที่จะวางมันไว้ โดยไม่ให้อาหารดิบต่างชนิดสัมผัสกัน เราจะให้มันสัมผัสกันก็เฉพาะเมื่อโดนความร้อนเท่านั้น เช่นเราจะทำผัดรวมมิตรซึ่งประกอบไปด้วย

ข้าวโพดเล็ก แครอท broccoli เราก็ต้องหั่นแต่ละอย่างแยกกัน พอจะ cook มันจริงๆ เมื่อโดนความร้อน แล้วจึงให้มันสัมผัสกันได้

การคนอาหารไม่ว่าจะเป็นต้มแกง หรือผัดผัก ควรคนในลักษณะนี้คือ

1. คนไปหน้าหลัง กลับไปกลับมา หรือ
2. คนตามเข็มนาฬิกาอย่างเดียว หรอ
3. คนทวนเข็มนาฬิกาอย่างเดียว

แต่อย่าคนมั่วหลายทิศ เช่นมีทั้งหน้าหลังทวนเข็มตามเข็มนาฬิกาแถมทะแยงมุมแปลกๆอีกหลายมุม เพราะพลังของอาหารจะสับสน

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 20:29:06

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 20:26:06
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 8  

การทำอาหารให้มีรสดีคล้ายใส่ผงชูรส เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการทำซุปผักอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณจะใช้ miso มากมาย มันสิ้นเปลือง แต่ถ้าคุณใช้ sea salt (เกลือสมุทร) โดยการตำมันให้ละเอียดก่อน แล้ว

"ใส่ทยอยลงในอาหารที่กำลังโดนความร้อน ใส่เกลือสมุทรลงไปทีละนิด (แค่หยิบมือ) คนๆไป แล้วเติมเกลืออีกนิดหนึ่ง การทำแบบนี้จะทำให้อาหารมีรสดีได้โดยแทบไม่ต้องใส่เครื่องปรุงแพงๆเลย"

ในการทำอาหารนั้น ผู้ทำควรมีจิตใจปลอดโปร่ง แจ่มใส ร่าเริง มีสมาธิสูง อาหารจึงจะอร่อยได้

เราเคยทำอาหารให้เพื่อนกิน โดยใช้วัตถุดิบราคาถูก อาหารจานง่ายๆ แต่จิตใจเราสงบมากๆ ทำไป เพื่อนกินบอกว่า "อร่อยมากๆ" แต่ในคราวต่อไป เราใช้วัตถุดิบราคาแพง อาหารหรูหราแบบขึ้นเหลาได้ แต่จิตใจเราไม่สงบ ทำไป เพื่อนกินบอกว่า "ไม่อร่อยเลย" .....

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 20:35:30
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 9  

ใน #8 เราพูดถึงการทำอาหารให้มีรสเค็มออกกระเดียดแบบผงชูรส แต่โดยไม่ใส่ชูรส

แต่คราวนี้เราจะมาพูดถึงการทำอาหารให้มีรสหวานโดยไม่ใส่น้ำตาลบ้าง

ผักดังเช่น แครอท หรือฟักทอง ให้รสหวานแก่อาหารได้ จริงๆแล้วชาวญี่ปุ่นใช้ Mirin Mikawa ซึ่งเป็นสารสกัดจากข้าวเหนียวข้าวกล้อง ที่มีรสหวาน (มันเป็นส่วนหนึ่งจากกระบวนการทำเหล้าสาเก) ใส่ลงในอาหารแทนน้ำตาล

แม้กระทั่งซีอิ๊วญี่ปุ่นที่ ทำจากถั่วเหลืองปลูกแบบ organic (ปราศจากปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง) หมักกับ spring water (น้ำบริสุทธ์จากตาน้ำ บางที่ใช้น้ำไหลผ่านหิมะสอาดๆ) และกับ whole grain (เช่นข้าวสาลีหรือ barley ไม่ขัดสี) เพื่อสร้างกระบวนการ fermentation (การสร้างเชิ้อจุลอินทรีย์ที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย) พอมันออกมาเป็นซีอิ๊วธรรมชาติ มันมีสภาพเหมือน wine ก็เลยคราวนี้ถามว่า

"แทนที่เราจะใช้น้ำตาลทรายขาวที่มีสารพิษสูงมากๆ เราใช้ Mirin Mikawa และแทนที่เราจะใช้ซึ่อิ๊วถูกๆที่ไม่ใช่ wine เพราะเติมน้ำตาลกับชูรส และไม่มี fermentation (คือการสร้างเชื้อจุลอินทรีย์เหมือนการผลิต wine) แต่เราใช้ ซึอิ๊วญี่ปุ่นแบบ organic และหมักแบบธรรมชาติมากๆ (มี กระบวนการ fermentation ที่ถูกอนามัย) เราผิดศึลข้อที่ว่า ต้องงดสุราหรือเปล่า?"

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 20:50:21
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 10  
เรื่องผิดหรือไม่ผิดศีลนี่ ถ้าคิดไป แค่คิดเรื่อง Mirin Mikawa กับ ซึอิ๊วธรรมชาติ แล้วยุ่งๆพอแล้ว แต่ถ้าคิดเรื่องอื่นด้วย ก็บางทียุ่งไปกันใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ชาวญึ่ปุ่นใช้สาหร่ายทะเลปรุงอาหารกันมาก เช่น wakame ถ้านำมาแช่น้ำจนมันนิ่ม จะใช้เป็นส่วนผสมของสลัดได้ หรือเติมลงในซุปเพื่อให้มีรสดีได้

แต่เราเคยสำรวจดูเวลากิน wakame จะพบว่า มันมีกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆจิ๋วๆติดมามากมาย ซึ่งเราก็สงสัยว่า เวลาพระญึ่ปุ่นฉันอาหารเจ ท่านจะฉัน wakame ท่านจะต้องลงทุนนั่งเอาตะเกียบคืบ กุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆจิ๋วๆ ออกไปก่อนหรือเปล่า? หรือว่าท่านจะไม่ฉัน wakame เลย หรือจะฉัน wakame แล้วคิดว่า ไม่ได้ตั้งใจฆ่าสัตว์ ไม่บาป?

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 20:57:51

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 20:56:45

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 20:55:37
  

 
 
 
ความคิดเห็นที่ 11  

เรามาพูดกันถึงเรื่องเต้าเจี้ยว หรือเต้าเจี้ยวบด (miso) กัน ถั่วเหลืองนับว่าเป็นสารพลังหยินมากๆ และจีนผลิตมันมากเกิน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จะทิ้งไว้ก็เสียไปเปล่าๆ ดังนั้น ภูมิปัญญาคนจีนโบราณก็คือ เอาถั่วเหลืองที่มีพลังหยินสุดขีด มาหมักกับเกลือ (เกลือคือพลังหยาง) และเวลา + เกลือเปลี่ยนหยินให้เป็นหยางได้

ดังนั้น เต้าเจี้ยวจึงเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์มากๆ เนื่องจากกระบวนการหมัก (fermentaton) สร้างเชื้อจุลอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มันทำให้ลำใส้ใหญ่ (ซึ่งทำงานประสานงานกับปอด) มีพลังในการขับถ่าย ให้ร่างกายสะอาดปราศจากสารพิษ เมื่อลำใส้ใหญ่สะอาด ปอด ก็ทำงานได้สะดวก ซึ่งทั้งลำใส้ใหญ่กับปอดนี้ ทั้ง 2 อวัยวะ ตามวิชาการแพทย์ของจีน ถือว่าเป็นธาตุโลหะ และมีความสัมพันธ์กันกับ ความร่าเริง (ถ้าธาตุโลหะ (ลำใส้ใหญ่กับปอดแข็งแรง)) แต่จะมีความสัมพันธ์กับ depression (ความหดหู่) (ถ้าธาตุโลหะ (ลำใส้ใหญ่กับปอดอ่อนแอ))

ดังนั้น ในการแพทย์ของจีน จะไม่มีการแยกแยะระหว่าง สรีรแพทย์กับจิตแพทย์เนื่องจากคนจีนโบราณถือว่า The doctor treats human being as a whole.  ในวิชาการแพทย์แบบจีน เวลาจะรักษาผู้ป่วยทางจิต แพทย์จีนจะดูอาการว่าป่วยทางจิต เป็นเพราะอวัยวะภายในอันไหนป่วย แล้วก็จะ

"รักษาอวัยวะภายในสำคัญๆที่ปวย เพื่อรักษาอาการป่วยทางจิต"

ยกตัวอย่างเช่น อาการป่วย ocd (ย้ำคิดย้ำทำ) แพทย์จีนจะมองเห็นว่า เข้าข่าย "ความกลัว" ซึ่งมีผลมาจาก ไตอ่อนแอ เนื่องจากว่า ไตทำงานประสานกับกระเพาะปัสสาวะ และทั้งสองอวัยวะนี้เป็นธาตุน้ำ ดังนั้น วิธีรักษา ocd ที่ฉลาดที่สุด ก็คือ

"ทำทุกอย่างเพื่อให้ไตกับกระเพราะปัสสาวะแข็งแรง"

แล้วจะใช้ Zen Macrobiotics อย่างไร เราจะลองอธิบายสั้นๆ ใน คคห ต่อไป

จากคุณ: fortuneteller
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 22:50:52
  

 
 

 

อ้างอิง

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K8438497/K8438497.html

 

อ้างอิง ชุดถัดไป

http://www.phuketdata.net/main/administrator/index2.php?option=com_content

 

ประวัติและตำนาน เกี่ยวกับเทศกาลกินผัก ** vote  

งานเทศกาลกินเจตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ – 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีนในทุกๆปี

ประเพณีกินผัก (เจี๊ยฉ่าย) หรือ กินเจเป็นประเพณีที่แพร่หลายในภาคกลางจนถึงภาคใต้ของประเทศจีน  ที่มาของประเพณีนี้นั้นแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีตำนานที่แตกต่างกันไป
ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “  จิ่วหฺวางต้าตี้ ”  
แต้จิ๋วออกเสียงว่า “ เก้าอ๊วงไต่ตี่ ”
ฮกเกี้ยนออกเสียงว่า “ กิ้วหองไต่เต่ ”

 
 

จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 09:21:51
ถูกใจ: Noshka, เหนียวเนื้อ, Fortunism, tongboy



      ความคิดเห็นที่ 1  

      ตำนานแรก
      โดยเริ่มต้นจากตำนานในคัมภีร์ของนิกายเต๋า ในสมัยราชวงศ์ซ่ง เกี่ยวกับการนับถือดวงดาว 9 ดวง ซึ่งนำโดยเทพ โต้วหมู่เหยฺวียนจวิน เป็นประธาน ต่อมาพระพุทธศาสนาเริ่มแพร่เข้ามาในสมัยราชวงศ์ถัง (ศาสนานั้นได้เข้ามาในประเทศจีน 2 ทางคือ นิกายมหายานจากประเทศอินเดีย และ นิกายวัชรยานจากทิเบต) ซึ่งต่อมานิกายแบบทิเบตผสมกับนิกายเต๋า กลายเป็น นิกายแบบถัง ขึ้น โดยความเชื่อว่า วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ยังเป็นวันประสูติของเทพ โต้วหมู่เหยฺวียนจวิน จึงมีการงดทานเนื้อสัตว์ ถือศีล หรือวันแห่งการชุมนุมเทพทั้ง 9 และมีการประดับธงสีเหลือง “ไจ” ซึ่งแปลว่าศีล อีกด้วย

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 09:36:55
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 2  

      ชาวจีนฮกเกี้ยน ( หรือก็คือ “ ฝูเจี้ยน” ในภาษาจีนกลาง ) ได้รับเอาวัฒนธรรมประเพณีกินเจมาจากชาวจีนแคะในตอนใต้ของมณฑลเจียงซี (  หรือก็คือ “กังไซ” หรือ “กังไส” ในภาษาจีนฮกเกี้ยน )  และได้นำมาผสมผสานกับความเชื่อท้องถิ่นซึ่งขับเคลื่อนโดย ศาสนาเต๋าสำนัก “ อูไพ่ ”

      ศาสนาเต๋าสำนัก “ อูไพ่ ”
      นั้นเกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างศาสนาเต๋า, พุทธศาสนามหายานและความเชื่อท้องถิ่นในภาคใต้ของประเทศจีน ( โดยเฉพาะมณฑลฮกเกี้ยนและมณฑลกวางตุ้ง ) เกิดในตอนปลายของราชวงศ์หมิง ( ประมาณ พ.ศ.1900-2100 )  ซึ่งต่อมาได้แยกออกเป็น 2 สายคือ สาย “ วังอี๋ ”และ “ ถงจี ”
      สาย “ วังอี๋ ”
      มีคนนับถือค่อนข้างจำกัดเนื่องจากสายดังกล่าวใช้วิชา “ กวานลฺว่ออิน” ซึ่งเป็นสิ่งที่สัมผัสได้เฉพาะบุคคลจึงไม่อาจส่งผลต่อคนหมู่มากได้    ขณะที่ สาย “ ถงจี ” นั้นใช้วิชา“ กวานถงจี ” ( หรือที่คนไทยรู้จักกันว่าการเข้าทรงนั่นเอง )  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถสัมผัสได้โดยตรงต่อคนหมู่มากจึงทำให้สามารถขยายความเชื่อไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว  ความแตกต่างอีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สายวังอี๋นั้นเน้นที่การติดต่อคนที่ล่วงลับไปแล้วแต่สายถงจีนั้นเน้นที่การติดต่อกับเทพเป็นสำคัญ

      สาย “ ถงจี ”
      ( ฮกกเยนออกเสียงคำนี้ว่า “ ถ่งกี ” หรือ “ ตังกี ” )  นั้นอาจเรียกอีกชื่อได้ว่า “ สายเทพกุมาร ”  ซึ่งคำว่า “ ถงจี ” นั้นมีความหมายถึงร่างทรง  แต่ถ้าแปลตามตัวอักษรนั้นคำว่า “  ถง ” แปลว่า “ เด็กผู้ชาย ” หรือ “ กุมาร ”  สายถงจีเผยแพร่คำสอนเรื่องเทพกุมาร  ความเชื่อนี้มีเค้าโครงว่าเริ่มเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ.1161--1450 ) และสำเร็จเป็นแนวคำสอนในช่วงสมัยราชวงศ์เหยฺวียน ( พ.ศ.1749-1911 ) เรื่องเทพกุมารนั้นต้นกำเนิดมาจากเรื่องนักพรตในศาสนาเต๋าที่มีลูกศิษย์คอยติดตาม ต่อมาความเชื่อนี้ได้พัฒนาเป็นว่าเทพทั้งหลายเองก็มีลูกศิษย์คอยติดตามและเทพยิ่งมีศักดิ์สูงยิ่งมีศิษย์ติดตามมาก

      เนื่องจากสำนักอูไพ่สายถงจีเผยแผ่คำสอนเรื่องเทพกุมารซึ่งนอกจากจะนับถือเทพในศาสนาเต๋าตามปกติแล้วยังนับถือเทพกุมารเป็นพิเศษ  อาทิเช่น  นาจา, อั้งไห้ยี้, สุธนกุมาร เป็นต้น

      วิชา “ กวานถงจี ”
      หรือที่คนไทยรู้จักคือการเข้าทรงนั้นถือเป็นเอกลักษณ์ของงานเทศกาลกินเจและยังเป็นเอกลักษณ์ของสำนักอูไพ่สายถงจี  เนื่องจากสายถงจีนับถือและเผยแผ่เรื่องแนวทางคำสอนเพื่อความเป็นเทพกุมาร  ด้วยเหตุนี้ในการเข้าทรงจึงให้ร่างทรงแต่งกายเหมือนเทพกุมาร  ซึ่งก็คือการแต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชายจีนสมัยโบราณกล่าวคือร่างทรงจะใส่แต่กางเกงไม่ใส่เสื้อแต่จะนำเอี๊ยมซึ่งทำจากผ้าไหมจีนมาใส่แทน แต่ไม่ได้หมายความว่าเทพที่มาประทับทรงนั้นต้องเป็นเทพกุมารเสมอไปและร่างทรงเองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กด้วย   และด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมสายถงจีแม้จะมีเรื่องราวของเทพกุมารีแต่ก็ยังให้ความสำคัญเทพกุมารซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าและไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นร่างทรง  ซึ่งในกรณีที่พบว่าในปัจจุบันมีร่างทรงที่เป็นหญิงนั้นเป็นเรื่องที่มีมาในภายหลังและการแต่งกายของร่างทรงในลักษณะอื่นก็เป็นเรื่องที่มีมาในภายหลังเช่นกัน

      อีกวิชาหนึ่งซึ่งเป็นวิชาสำคัญของสายถงจีคือ วิชา “ ฝูหลวน” หรือ “ ฝูจี ” วิชานี้คือการเชิญเ ท พ มาประทับทรงเช่นกันแต่จะต่างกับวิชาเข้าทรงกวานถงจี ตรงที่วิชาฝูหลวนนั้นเมื่อเ ท พมาประทับจะไม่มีปฏิกิริยาทางร่ายกาย ( เช่นการสั่นหรือกระโดดไปมาอาจมีบ้างแต่น้อยมากและไม่มีอาการรุนแรงเท่าการเข้าทรงแบบ “กวานถงจี”  ) โดยในการทำพิธีนั้นจะมีไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนตัว T ( พบว่าบางแห่งนั้นไม้มีลักษณะเหมือนตัว V ) ซึ่งทำจากต้นท้อหรือต้นหลิว ( ซึ่งศาสนาเต๋าเชื่อว่าต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ) มีวิธีคือจะทำพิธีเชิญ เ ท พ มาประทับทรงจากนั้น เ ท พ จะขยับไม้ดังกล่าวโดยให้ปลายไม้ลากไปบนกระบะทรายที่ปรับพื้นผิวให้เรียบไว้แล้วโดยจะมีอีกคนคอยช่วยประคองไม้ ( เรื่องคนประคองนี้บางแห่งอาจไม่มีก็ได้ ) จากนั้นจะมีอีกคนดูรอยไม้ที่ลากลงไปบนผิวทรายว่าตรงกับตัวอักษรจีนตัวใดแล้วประกาศออกมา ( ในกรณีที่ประกาศผิดร่างทรงจะคัดค้านและลากไม้ใหม่ ) และจะมีอีกคนคอยทำหน้าที่จดบันทึก วิธีการดังกล่าวนี้ใช้เพื่อการสอบถามเรื่องราวต่างๆจากเทพรวมทั้งขอคำชี้แนะในเรื่องต่างๆตลอดจนถึงใช้ในการเผยแผ่คำสอนด้วย  ซึ่งวิชาฝูหลวนนี้เป็นต้นกำเนิดของการละเล่นผีถ้วยแก้ว, ผีเหรียญ, ผีปากกา ฯลฯ ในเวลาต่อมา   ซึ่งในความจริงแล้ววิชานี้เป็นวิชาโบราณซึ่งจากบันทึกในประวัติศาสตร์มีอายุไม่ต่ำกว่าสมัยราชวงศ์ซ่ง ( พ.ศ. 1503- 1822 ) เนื่องจากวิชาฝูหลวนมีวิธีที่ค่อนข้างเรียบง่ายและมีสีสันน้อยในเชิงพฤติกรรมจึงได้รับการศรัทธาในวงจำกัด

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 09:39:00
      ถูกใจ: เหนียวเนื้อ

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 3  

      ตำนานที่สอง
      เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในยุคต้นราชวงศ์หมิง เพราะว่าก่อนหน้าที่ราชวงศ์หมิงจะได้ขึ้นครองจีน ประชาชนชาวจีนทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นชาวมองโกล นับเป็นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ ทรมาน มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อชาวจีนสามารถโค่นล้มราชวงศ์มองโกลลงได้และราชวงศ์หมิงซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวจีนโดยแท้ได้ขึ้นปกครองจีน ชาวจีนทั้งแผ่นดินจึงพร้อมใจงดบริโภคเนื้อสัตว์และถือศีลเป็นเวลา 9 วันเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่เสียชีวิต จากความทุกข์ยากในห้วงเวลาที่ผ่านมา จากนั้นมาทุกปี ในห้วงเวลาเดียวกัน ก็จะมีการงดบริโภคเนื้อสัตว์และรักษาศีลเช่นนี้สืบต่อกันมาจน เป็นประเพณี

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 09:41:29
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 4  

      ตำนานที่สาม
      เริ่มมีการถือศีลกินเจในปลายราชวงศ์ชิง สมัยพระนางซูสีไทเฮา เพราะว่าในช่วงที่เกิดกบฏนักมวยนั้นมีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมากค่ะ ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์ร้ายแรงนั้นแล้ว ประชาชนก็จึงพร้อมใจกันรักษาศีลและละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เหล่านั้น

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 10:32:42
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 5  

      การกินผักในประเทศไทย
      ประเพณีกินเจเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนฮกเกี้ยนซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ( ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา )  นับแต่การปฏิวัติวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีการนำโดยเหมาเจ๋อตงเป็นต้นมา  ประเพณีกินเจและการเข้าทรงถือเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดกฎหมายในประเทศจีน ( แม้ในปัจจุบันจะมีผ่อนคลายกฎหมายดังกล่าวแต่ก็ยังพบได้ไม่ง่ายนัก )  แต่ยังสามารถพบได้ในประเทศที่มีชาวจีนฮกเกี้ยนอาศัยอยู่ อาทิเช่น ไต้หวัน, ภาคใต้ของประเทศไทย และบางส่วนของประเทศมาเลเซีย  จึงไม่แปลกว่าเมื่อชาวจีนบางคนที่มาเที่ยวงานประเพณีกินเจจะไม่รู้จักประเพณีดังกล่าวแม้จะเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนด้วยกันก็ตาม   ประเพณีกินเจจึงไม่เป็นเพียงความเชื่อทางศาสนาหากแต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีนและของมนุษยชาติอีกด้วย

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 10:33:18
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 6  

      ..

       
       

      จากคุณ: หนุ่มรัตนะ
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 10:34:07
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 7  

      สาธุ สาธุ

      จากคุณ: suchu
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 12:15:34
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 8  

      รูปในความเห็น 2  ดูขลังมากกก

      เคยดูรายการนึงของไต้หวันมีทำพีธี “ฝูหลวน” คนที่เป็นม้าทรงจะเขียน
      แล้วจะมีคนอยู่ข้างๆถือเหมือนที่ฉาบปูนคอยเกลี่ยทรายให้เลียบ

      แล้วก็เคยดูในสารคดีเค้าบอกว่าการที่ร่างทรงทำร้ายตัวเองเหมือนกัน
      เป็นการรับเคราะห์ ความเจ็บปวดแทนชาวบ้านครับ

       
       

      จากคุณ: น้ำเต้าสีรุ้ง (เหนียวเนื้อ)
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 12:18:36
      ถูกใจ: หนุ่มรัตนะ

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 9  
      ประท้วงครับ

      แต้จิ๋วแท้ๆ ที่มีการศึกษาหน่อยต้อง อ่านออกเสียงว่า  “ กิ๋วอ้วง ”

      แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 52 13:24:28

      จากคุณ: แปลงนาม
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 13:23:47
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 10  

      ขอบคุณมากๆครับผม

      จากคุณ: digimontamer
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 14:03:52
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 11  

      สาธุ สาธุ

      พรุ่งนี้แล้ว  สำหรับคนเคร่งๆ  จะต้อง "ล้างท้อง" กินเจผักก่อน 1 วัน

      ผมไม่ได้มามือเปล่านะครับ  เอา ผัด 4 สหายมาฝากทุกๆท่านด้วย

       
       

      จากคุณ: Fortunism
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 15:48:59
        

       
       
       
      ความคิดเห็นที่ 12  

      คห 11  อย่าเพิ่ง! อย่าเพิ่ง! เอามาปักธงก่อน..

        ความหมายของ"ธงเจ"
      อักษรแดงบนพื้นเหลืองเขียนว่า"ไจ" หรือ "เจ" มีความหมายว่า "ของไม่มีคาว"
      สีแดงเป็นตัวแทนของความเป็นศิริมงคลในชีวิต ส่วนสีเหลืองเป็นสีของพระพุทธศาสนา
      หรือผู้ทรงศีล
        ธงเจนอกจากเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชน
      ที่ปฎิบัติตน"ถือศีล กินเจ"ได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิต และตั้งอยู่ในศีล
      ตลอดช่วงระยะเวลา 9 วัน 9 คืน...

       
       

      จากคุณ: เจียะป้าอู่สื่อ (tongboy)
      เขียนเมื่อ: 16 ต.ค. 52 16:17:59
        

       
       
       
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( อังคาร, 09 กุมภาพันธ์ 2021 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

สมุดภาพเหมืองแร่

Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1195
mod_vvisit_counterเมื่อวาน1725
mod_vvisit_counterทั้งหมด9954859